[กลับสู่หน้าหลักเว็บบอร์ด] [ตั้งคำถามใหม่]

รู้จักเพชรสังฆาต รักษาริดสีดวงทวารกันครับ
เพชรสังฆาต
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cissus quadrangularis Linn.
วงศ์ : Vitaceae
ชื่ออื่น : สันชะคอด, สามร้อยต่อ, สามร้อยข้อ, ขั่นข้อ, สันชะฆาต

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้เลื้อย ลำต้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมอวบน้ำ มีรอยคอดบริเวณข้อ
แต่ละข้อจะมีใบเดี่ยว 1 ใบ ใบมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมหรือรูปไข่ ขนาดกว้าง 3-8 ซม. ยาว 4-10
ซม. ขอบใบหยักมน เนื้อใบค่อนข้างหนา ตรงข้ามใบมีมือเกาะ ดอกย่อยมีขนาดเล็กเป็นช่อออกตรง
ข้างใบ กลีบดอกด้านนอกสีเขียวแกมเหลือง กลีบด้านในสีทองแกมเขียว ผลสดมีลักษณะกลมขนาด
6 มม.
ส่วนที่ใช้ประโยชน์ ได้แก่
เถา : รักษากระดูกแตก ซ้น โรคริดสีดวงทวาร ยาระบายขับพยาธิ แก้ปวด ขับลมในลำไส้
ใบและยอดอ่อน : รักษาโรคลำไส้ที่เกี่ยวกับอาหารไม่ย่อย แน่นท้อง
น้ำคั้นจากลำต้น : รักษาโรคลักปิดลักเปิด ความผิดปกติของประจำเดือน หูน้ำหนวก และ
เลือดกำเดาไหล
สารเคมีที่พบ : quadrangularins A, B, C, pallidol, -amyrone, b-sitosterol,
quercetin, keto- steroid, oxo-steroid, calcium oxalate crystal, carotene, vitamin C

โรคริดสีดวงทวารสามารถรักษาได้โดยหลายวิธี สามารถรักษาได้ทั้งจากยาแผนปัจจุบัน
และยาสมุนไพร แต่ทางที่ดีที่สุดก็คือ พยายามป้องกันการเกิด โรคริดสีดวงทวารจะดีกว่า เพื่อลด
ความทรมานจากการเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีการเจริญของโรคริดสีดวงทวารไปในทางที่รุนแรง
จนถึงขั้นต้องผ่าตัดหรือจี้หัวริดสีดวงทวาร แต่ถ้าไม่สามารถป้องกันการเกิดได้ กล่าวคือมีการ
ดำเนินของโรคผ่านไปจนถึงขั้นรุนแรงแล้วและมีความจำเป็นต้องมีการรักษาโดยการผ่าตัดหรือจี้หัว
ริดสีดวงทวารออกก็ควรจะเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลที่มีแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถและเป็น
โรงพยาบาลที่ได้รับมาตรฐานผ่านการรับรอง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยจากการรักษาพยาบาลแก่
ผู้ป่วยอย่างสูงสุด

เอกสารอ้างอิง

1. พญ.ดวงรัตน์ เชี่ยวชาญวิทย์ และคณะ. โรงพยาบาลบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก.
รายงานผลการวิจัยเพชรสังฆาตกับการรักษาโรคริดสีดวงทวาร.

2. สรศักดิ์ เหลี่ยวไชยพันธ์ และพักตร์พริ้ง แสงดี. การทดสอบความเป็นพิษแบบ
เฉียบพลันของต้นเพชรสังฆาต.
ความปลอดภัยของเพชรสังฆาต
ผลของผงบดแห้งของต้นเพชรสังฆาตต่อเอนไซม์ไซโตโครม พี 450 ในตับและค่าเคมีคลินิกในเลือดหนูขาว

เพชรสังฆาต (Cissus quadlangularis Linn.) จัดเป็นพืชในวงศ์ Vitaceae เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่นิยมใช้เป็นยาสมานกระดูกและรักษาริดสีดวงทวาร การศึกษานี้มุ่งศึกษาถึงผลของผงบดแห้งของต้นเพชรสังฆาตต่อเอนไซม์ในเฟส 1 คือ เอนไซม์ไซโตโครมพี 450 (cytochrome P450, CYP) ที่เกี่ยวข้องกับเมแทบอลิซึมของยา การกระตุ้นฤทธิ์ของสารก่อมะเร็ง/สารก่อการกลายพันธุ์ได้แก่ CYP1A1, CYP1A2, CYP2B1/2B2, CYP2E1 และCYP3A ในตับ นอกจากนี้ยังได้ศึกษาผลของสารดังกล่าวต่อค่าเคมีคลินิกและโลหิตวิทยาต่างๆ ในหนูขาวเพศผู้พันธุ์วิสตาร์ โดยแบ่งหนูขาวแบบสุ่มออกเป็น 3 กลุ่มๆ ละ 10 ตัวดังต่อไปนี้ กลุ่มแรกเป็นกลุ่มควบคุมที่ได้รับน้ำกลั่น ขนาด 1 มิลลิลิตร/กิโลกรัม/วัน กลุ่มที่สองและสามเป็นกลุ่มที่ได้รับผงบดแห้งของต้นเพชรสังฆาตขนาด 0.03 และ 0.3 กรัม/กิโลกรัม/วัน ตามลำดับ โดยทดลองเป็นเวลา 30 วัน ระหว่างทดลองบันทึกค่าน้ำหนักตัว ปริมาณอาหารและปริมาตรน้ำที่หนูขาวได้รับทุกสัปดาห์ เมื่อครบระยะเวลา ทำให้หนูหมดความรู้สึก เก็บตัวอย่างเลือดจากหัวใจเพื่อตรวจค่าโลหิตวิทยา และแยกซีรัมเพื่อตรวจค่าเคมีคลินิก นำตับมาเตรียมไมโครโซม เพื่อใช้วัดสมรรถนะของเอนไซม์ CYP ผลการทดลองพบว่าผงบดแห้งของต้นเพชรสังฆาตทั้ง 2 ขนาด ไม่มีผลต่อน้ำหนักตัว ปริมาณอาหารและปริมาตรน้ำดื่มของหนูขาว รวมถึงไม่มีผลต่อปริมาณของ CYP โดยรวมและต่อสมรรถนะของ CYP1A1, CYP1A2, CYP2B1/2B2, CYP2E1 และCYP3A เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับน้ำกลั่น สำหรับค่าเคมีคลินิกพบว่า ผงบดแห้งของต้นเพชรสังฆาตทั้งสองขนาดไม่มีผลต่อค่าเคมีคลินิกและโลหิตวิทยา ต่างๆ ต่อไปนี้คือ AST, ALT, ALP, total bilirubin, direct billirubin, BUN, SCr, uric acid, total cholesterol, TG, LDL-C, HDL-C, glucose, sodium, potassium, chloride, hemoglobin, hematocrit, MCV, MCH, MCHC, RBC count, platelet count, WBC count, WBC count, %differential WBCs และRBC morphology ข้อมูลจากการศึกษานี้ชี้บ่งถึงควาามปลอดภัยในการใช้เพชรสังฆาต ร่วมกับยาอื่นที่ถูกเปลี่ยนแปลงโดยเอนไซม์เหล่านี้ได้โดยไม่มีอันตรกิริยา ต่อกัน ทั้งนี้รวมถึงเพชรสังฆาตไม่มีผลในการเพิ่ม/ลดความเสี่ยงต่อการเกิดพิษ การก่อการกลายพันธุ์และ/หรือการก่อมะเร็งจากสารแปลกปลอมอื่นๆ ที่ถูกกระตุ้น/ทำลายโดยเอนไซม์เหล่านี้ด้วย นอกจากนี้พบว่า ผงบดแห้งของต้นเพชรสังฆาตไม่มีผลต่อการทำงานของอวัยวะหรือระบบร่างกายที่ สำคัญ เช่น ตับ ไต ระบบเลือด อิเล็กโตรไลต์ รวมทั้งเมแทบอลิซึมของไขมันและคาร์โบไฮเดรต
Authors: Khemchat Apipalakul
Advisor: Somsong Lawanprasert
Supatra Srichairat
Advisor's Email: Somsong.L@Chula.ac.th
Supatra.S@Chula.ac.th
Subjects: Cissus
Cytochrome P-450
Blood -- Analysis
Medicinal plants
Issue Date: 2003
Publisher: Chulalongkorn University



ผลของสารสกัดเพชรสังฆาต และตำรับยาที่มีเพชรสังฆาตเป็นส่วนประกอบต่อผู้ที่เป็นโรคอ้วน
สารสกัดเพชรสังฆาต (CQR-300) และตำรับยาที่มีเพชรสังฆาตเป็นส่วนประกอบ (CORE) เมื่อนำไปทดสอบในหลอดทดลอง พบว่ามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จากนั้นได้นำสาร CQR-300 และตำรับยา CORE มาทดสอบในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน ผู้ที่อ้วน และผู้ที่น้ำหนักปกติจำนวน 168 คน ทั้งเพศชาย และหญิง อายุระหว่าง 19 - 50 ปี BMI อยู่ในช่วง 25 - 48.7 กก./ม.2 และน้ำหนักอยู่ในช่วง 70.6 - 142 กก. โดยแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุมที่มี BMI > 30 และได้รับยาหลอก แต่จำกัดอาหารให้ได้รับ 2,100 Kcal/วัน กลุ่มที่ 2 BMI > 30 ได้รับตำรับยา CORE ขนาด 1,028 มก./วัน โดยไม่จำกัดอาหาร กลุ่มที่ 3 และ 4 มี BMI > 30 แต่ได้รับ CORE (1,028 มก./วัน) และ CQR-300 (300 มก./วัน) ตามลำดับ และควบคุมอาหารให้ได้รับ 2,100 Kcal/วัน และกลุ่มที่ 5 มี BMI 24-29.9 และได้รับตำรับยา CORE ขนาด 1,028 มก./วัน และไม่จำกัดอาหาร โดยทำการศึกษานาน 6 สัปดาห์ ในกลุ่มที่ได้รับยาหลอก และ CQR-300 และศึกษานาน 8 สัปดาห์ ในกลุ่มที่ได้รับ CORE ผลการศึกษาพบว่าผู้ที่อ้วนและได้รับ CQR-300 จะมีน้ำหนักร่างกายลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม โดย BMI ลดลง 5.4% ในขณะที่กลุ่มที่ได้รับ CORE BMI ลดลง 8.5% และในกลุ่มที่ได้รับ CQR-300 เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ระดับคอเลสเตอรอลรวมจะลดลง 18% ระดับ LDL-คอเลสเตอรอลลดลง 29% ไตรกลีเซอไรด์ลดลง 21.7% และระดับน้ำตาลในเลือด (Fasting blood sugar) ลดลง 14.6% และเพิ่มระดับ HDL-คอเลสเตอรอล 21.1% ในขณะที่กลุ่มที่ได้รับ CORE ระดับคอเลสเตอรอลรวมลดลง 26% LDL-คอเลสเตอรอลลดลง 32.4% ไตรกลีเซอไรด์ลดลง 28% ระดับน้ำตาลในเลือด (FBS) ลดลง 16.1% และระดับ HDL-คอเลสเตอรอลเพิ่มขึ้น 43% นอกจากนี้ทั้ง CORE และ CQR-300 ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระโดยลดระดับ malondialdehyde (MDA) ในเลือด ดังนั้นจากการทดลองสรุปได้ว่า สารสกัด CQR-300 และตำรับยา CORE สามารถลดน้ำหนัก ระดับน้ำตาลในเลือด รวมทั้งลดระดับไขมันในเลือด และลดการเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจในผู้ที่มีน้ำหนักเกินและอ้วนได้
Lipids in Health and Disease 2007;6:4

เพชรสังฆาต สกัดริดสีดวงทวาร ประสบการณ์ตรงจากโรงพยาบาลชุมชน
เขียนโดย admin เมื่อ อ, 12/23/2008 - 23:09
• บทความมติชนสุดสัปดาห์
หมอ และเภสัชจ่ายยาเพชรสังฆาตแคปซูล ให้ผู้ป่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร โดยยกเลิกยา Daflon หรือยาฝรั่งแก้โรคริดสีดวงทวารทั้งหมด ชาวบ้านคนไหนคิดอยากกินยาฝรั่งได้แต่หวนรำลึกนึกถึงอย่างเดียว ไม่มีทางได้ยานี้จากมือหมอของ ๒ โรงพยาบาลนี้อีกต่อไป โดยเฉพาะโรงพยาบาลแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ทำงานวิจัยเรื่องนี้มากับมือ จึงมั่นใจมาก ซึ่งโดยทั่วไปถ้ากินยาเพชรสังฆาตไปสัก ๕ วัน อาการริดสีดวง
บรรเทาหายไปได้แต่คุณหมอกำชับว่า พฤติกรรมที่ทำให้ท้องผูกต้องปรับปรุงด้วย
ต้นเพชรสังฆาต เป็นไม้เถาเลื้อย ลำต้นรูปสี่เหสี่ยมเป็นครีบ ผิวเรียบ มีรอยคอดบริเวณข้อ ใบเดี่ยว ออกข้อละ 1 ใบ
บริเวณปลายเถา ตรงข้ามใบมีมือเกาะ รูปสามเหลี่ยมหรือรูปไข่ กว้าง 3-8 ซม. ยาว 4-10 ซม. ขอบใบหยักมน
เนื้อใบค่อนข้างหนาดอกช่อ ออกตรงข้ามใบ ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกด้านนอกสีเขียวแกมเหลือง โคนกลีบมีแถบ
สีแดงกลีบด้านในสีขาว แกมเขียว ผลเป็นผลสด รูปกลม เพชรสังฆาตปลูกง่ายขึ้นง่าย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า
Cissus quadrangularis L. อยู่ในวงศ์ VITACEAE ชาวบ้านบางทีก็เรียกว่า ขั่นข้อ สันชะควด หรือ สามร้อยต่อ
ตำรายาไทย ใช้เถาสดกินแก้ริดสีดวงทวาร วันละ 1 ปล้อง จนครบ 3 วัน โดยหั่นบางๆ ใช้เนื้อมะขามเปียก
หรือเนื้อกล้วยสุกหุ้ม แล้วกลืนเข้าไป อย่า ได้เคี้ยวกินเด็ดขาดเพราะเถาเพชรสังฆาตสดๆ จะทำให้คันคอ ซึ่งคนโบราณเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จึงตักเตือนต่อๆกันมา การศึกษาในปัจจุบันพบว่า อาการคันคอเกิดจาก
เพชรสังฆาตมี Calcium oxalate มาก อาจทำให้แพ้และเกิดการอักเสบในทางเดินอาหารได้ คนโบราณจึงมีวิธีการ
รับประทานโดยไม่ให้เกิดอาการระคายเคืองหรือเกิดน้อยที่สุด
เพ ชรสังฆาตเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งมีศักยภาพสูง แม้ว่าจะมีการศึกษาวิจัยยังไม่มากนัก แต่ข้อมูลการใช้จริงในพื้นที่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์พบว่าผู้ที่ทุกข์ทรมานจากริดสีดวงทวารนั้น สามารถสัมผัสความสุขได้ จึงอยากเชิญชวน
คนไทยที่กำลังเผชิญกับริดสีดวงทวาร ลองปรุงยาสมุนไพรไทยแก้ปัญหาท้องไส้ของเราเอง
แถมท้ายงานวิจัยให้เห็นศักยภาพของ เพชรสังฆาต ซึ่งช่วยป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ข้อมูลจาก
สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ส่งข่าวงานวิจัยมาว่าสารสกัดลำต้นเพชรสังฆาต
ด้วยเอทานอล สามารถลดการเกิดแผลในกระเพาะอาหารหนูขาวที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นแผลด้วย แอสไพริน เมื่อให้สารสกัดขนาด 250, 500 และ 750 มก./กก. ให้หนูกินนาน 7 วัน ลดการเกิดแผลได้ 40, 71.2 และ 72.6% ตามลำดับ เปรียบเทียบกับ ranitidine ขนาด 30 มก./กก. ลดการเกิดแผล 71.9% ดังนั้น สารสกัดขนาด 500 มก./กก. เป็นขนาดที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากออกฤทธิ์ใกล้เคียงกับ Ranitidine และให้ผลไม่แตกต่างกับขนาด 750 มก./กก. จะลดการทำลายเนื้อเยื่อในกระเพาะอาหาร เมื่อทดสอบความเป็นพิษโดยให้หนูขาวกิน ขนาด 0.5 - 5.0 ก./กก. ไม่พบพิษใดๆ










คำถาม : เพชรสังฆาต
• อยาก ทราบว่าการรับประทานเพชรสังฆาตเป็นเวลานานๆมีผลข้างเคียงกับร่างกายยังไง บ้างค่ะ แล้วสมุนไพรตัวอื่นๆด้วยค่ะควรจะกินนานแค่ไหนถึงจะไม่มีผลเสียต่อร่างกาย
• จากคุณ : jaja
• Date : 26/9/2551 15:22:00
คำตอบ : ยัง ไม่รายงานความเป็นพิษในคน มีแต่การศึกษาความเป็นพิษในสัตว์ทดลองนะระเฉียบพลัน และกึ่งเรื้อรัง ได้แก่ การศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลัน เมื่อป้อนผงบดแห้งต้นเพชรสังฆาตให้หนูถีบจักร ขนาด 2 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม สังเกตอาการที่เวลา ½, 1 และ 3 ชั่วโมงหลังป้อน และอย่างน้อยวันละครั้งทุกวันติดต่อกัน 14 วัน ไม่พบความผิดปกติใดๆ ทั้งในด้านการเจริญเติบโต และอวัยวะภายใน แต่ก็มีรายงานการศึกษาความเป็นพิษเบื้องต้นฉบับหนึ่ง พบว่าเมื่อสัตว์ทดลองได้รับสารสกัดน้ำจากต้นเพชรสังฆาต ไม่ว่าจะโดยวิธีฉีดเข้าช่องท้อง หรือป้อนสู่กระเพาะอาหาร จะทำให้สัตว์ทดลองท้องเดิน ความรุนแรงขึ้นกับขนาดของเพชรสังฆาตที่ได้รับ แต่ไม่พบความเป็นพิษต่อผิวหนังของกระต่าย ในการศึกษาพิษกึ่งเรื้อรัง เมื่อป้อนผงยาแห้งเพชรสังฆาตทางปากหนูขาว ขนาด 0.03, 0.3 และ 3.0 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุกวัน นาน 3 เดือน ไม่พบความผิดปกติของการเจริญเติบโต ค่าทางโลหิตวิทยา ค่าทางเคมีคลินิก หรือจุลพยาธิสภาพของอวัยวะภายใน และในการทดลองป้อนผงบดแห้งต้นเพชรสังฆาตให้หนูขาว ขนาด 0.05, 0.35 และ 2.45 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุกวัน นาน 30 วัน ไม่พบอาการพิษใดๆ สมุนไพรทุกขนาดไม่มีผลต่อการเจริญเติบโต การกินอาหาร และน้ำหนักอวัยวะภายใน สมุนไพรในขนาดต่ำและขนาดกลางไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเคมีคลินิกของเลือด และทางโลหิตวิทยา แต่สมุนไพรขนาดสูงมีผลต่อค่าทางเคมีคลินิกของเลือดและทางโลหิตวิทยา ได้แก่ ระดับครีอาตินินและอัลบูมินในเลือดลดลง ปริมาณเม็ดเลือดขาวลดลง แต่เมื่อหยุดให้ยานาน 14 วัน ระดับการเปลี่ยนแปลงของค่าดังกล่าวกลับสู่ระดับปกติ
อย่างไรก็ตาม เพชรสังฆาตไม่ได้ใช้เป็นอาหาร แต่เป็นการใช้เพื่อเป็นยา อีกทั้งยังไม่มีการศึกษาความเป็นพิษในคน จึงไม่ควรรับประทานนาน และหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของร่างกายที่อาจเกิดขึ้นด้วย เช่น ตาเหลือง ตัวเหลือง ปัสสาวะผิดปกติ ท้องแน่น โต เป็นต้น และมีข้อควรระวังในการรับประทานเพชรสังมาตสดด้วย เนื่องจากต้นเพชรสังฆาตมีสารแคลเซียมออกซาเลทมาก อาจทำให้แพ้และเกิดการอักเสบในทางเดินอาหารได้ โบราณว่าให้ใส่ในกล้วยแล้วกลืนลงไป
ส่วนสมุนไพรอื่นๆ ส่วนใหญ่ยังไม่มีการศึกษาความเป็นพิษในคนเช่นกัน และสมุนไพรมีทั้งสารที่ออกฤทธิ์และสารที่เป็นพิษ ดังนั้น หากไม่จำเป็นจึงไม่ควรใช้เป็นประจำและต่อเนื่องนาน


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316



โดย : ภก.ปิยเชษฐ์   อีเมล : moryathai101@hotmail.com   เมือ : 06 ส.ค.2552  IP :   [Delete]


ควยอะไรวะ

โดย : เย็ดแม่พ่อมึงตาม   อีเมล : กูไม่เขียนโว้ย   เมือ : 05 ก.พ.2555   IP : 101.108.0.134  [Delete]

 

 

ร่วมแสดงความคิดเห็น

รายละเอียด :
*
ชื่อผู้ตอบ :
*
อีเมล์ :
*
กรอกรหัสด้านข้าง
w4id คลิกขอรหัสใหม่
   
  กรุณาคลิกตกลงเพียงครั้งเดียว